ทัศนศิลป์
คืออะไร
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "วิจิตรศิลป์" (Fine Arts) คือ ภาพวาด ภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานปั้น หรืองานแกะสลักต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความงาม ความสุนทรีย์ต่อผู้พบเห็น ศิลปะจึงเกิดขึ้นเนื่องจากเรานิยมยินดีที่จะเข้าใกล้สิ่งสวยงาม หรือแม้แต่ของสิ่งเดียวกันหลาย ๆ ชิ้น เราก็มักจะเลือกอันที่สวยงามที่สุดมาเป็นเจ้าของ
ผลงานที่สร้างสรรค์นั้นจะขึ้นอยู่กับตัวศิลปินเอง ไม่ได้ทำเพื่อใคร หรือมีใครมาให้โจทย์ที่จะต้องทำตาม ศิลปินจะมีอิสระทางความคิดสูง และสามารถใส่ตัวตนและความรู้สึกลงไปในผลงานได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะสื่อสารอารมณ์ และบอกเล่าความรู้สึกออกมาเป็น "ภาษาภาพ" ให้คนได้มองและรับรู้ผ่านทางตา
ทัศนศิลป์มีกี่สาขาวิชา
การเรียนสาขาทัศนศิลป์จะเน้นหนักในด้านการฝึกทักษะพื้นฐานต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เช่น การวาดเส้น ระบายสี ปั้น แกะสลัก และทักษะทางความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงกระบวนการในการออกแบบผลงาน ในที่นี้จะขอแบ่งเป็น 4 สาขาตามหลักสูตรของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

1. จิตรกรรม (Painting)
คือผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่เป็นรูปแบบ 2 มิติโดยใช้กรรมวิธี เช่น การเขียน การวาด หรือการระบายสี ลงบนวัสดุ เช่น กระดาษ ผ้า กำแพง ฯลฯ เพื่อให้เกิดความงามและสามารถสื่อสารแนวความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของศิลปินออกมาได้ โดยสามารถใช้ตัวกลางหรือสื่อกลาง(medium)ต่าง ๆ มาเป็นตัวจัดการกับผลงานให้ออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น สีน้ำ สีฝุ่น สีน้ำมัน สีอะคริลิก หรือแม้กระทั่งสีสเปรย์

2. ประติมากรรม (Sculpture)
คือผลงานศิลปะในรูปแบบ 3 มิติ ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการปั้น การประกอบเชื่อมต่อ และการแกะสลัก โดยมีวัสดุหลากหลาย เช่น ดิน ปูน หิน เหล็ก ไม้ ฯลฯ โดยศิลปินผู้สร้างสรรค์มักจะต้องกำหนดแนวความคิด เพื่อตีความหมายออกมา แล้วนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้วัสดุ และกรรมวิธีในการสร้างสรรค์
งานประติมากรรมมีทั้งขนาดเล็กวางตั้งไว้ในบ้าน หรือบนโต๊ะได้ ไปจนกระทั่งขนาดใหญ่อย่างเช่น อนุเสาวรีย์ต่าง ๆ ประติมากรรมเป็นผลงานศิลปะที่มีความยากในการสร้างสรรค์มากกว่าสาขาอื่น ๆ เพราะผู้สร้างสรรค์จะต้องมีความแม่นยำและเชี่ยวชาญ เพราะเมื่อมองจากทุกด้านแล้วต้องมีความสวยงามเท่าเทียมกัน ต่างจากจิตรกรรมที่มองให้สวยเพียงด้านเดียวก็เพียงพอ

3. ภาพพิมพ์ (Printmaking)
ภาพพิมพ์จะเป็นงานศิลปะที่มีขั้นตอนและกระบวนการในการสร้างสรรค์มากที่สุด เหมาะกับคนที่มีสมาธิ และละเอียดอ่อนในการทำงาน เรามักจะเห็นกระบวนการภาพพิมพ์เข้าไปอยู่ในระบบอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เพราะข้อดีของกระบวนการภาพพิมพ์คือสามารถผลิตผลงานออกมาได้จำนวนมาก เช่น โรงพิมพ์หนังสือ โรงสกรีนลายเสื้อ โดยภาพพิมพ์แบ่งกรรมวิธีออกเป็น 4 รูปแบบคือ
ภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut) จะใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการแกะสลักแผ่นไม้ ให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการ แล้วจึงใช้หมึกทาลงบนแผ่นไม้ และนำมาประกบลงบนกระดาษหรือผ้า
ภาพพิมพ์ตะแกรงไหม (Silkscreen) ยกตัวอย่าง เช่น ลายสกรีนบนเสื้อยืด บนปกหนังสือหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กระบวนการในการสร้างสรรค์ค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถผลิตผลงานออกมาได้มากเช่นเดียวกัน
ภาพพิมพ์หิน (Lithography) เป็นกระบวนการพิมพ์ที่ใช้หลักการน้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน โดยวาดภาพด้วยดินสอไขหรือหมึกบนแผ่นหิน
ภาพพิมพ์โลหะ (Etching) เป็นกระบวนการพิมพ์แบบร่องลึก คือการทำให้ผืนผิวของแม่พิมพ์ซึ่งเป็นทองแดงเกิดเป็นร่องลึกเข้าไปเพื่อจะได้นำสีหมึกอัดเข้าไปในร่อง แล้วนำเข้าเครื่องพิมพ์ เทคนิคนี้ส่วนใหญ่จะได้ภาพที่ละเอียด เห็นลายเส้นคมชัด ตัวอย่างเช่น ธนบัตร ตราสัญลักษณ์องค์กร

4. สื่อผสม หรือ สื่อใหม่ (New Media)
จะเป็นสาขาวิชาที่ค่อนข้างหนักไปทางใช้ความคิดเพื่อสื่อสารแนวความคิด (Conceptual Art) ของศิลปินให้ออกมาเป็นภาพ หรือการแสดง อาจเป็นได้ทั้งภาพนิ่ง (Photo Art) หรือภาพเคลื่อนไหว (VDO Art) และการแสดง (Performance) หรือแม่กระทั้งสร้างขึ้นมาเองจากคอมพิวเตอร์ (Digital art/Animation) ภาพและการแสดงที่ออกมาบางครั้งอาจไม่สวยงามเหมือนทั่ว ๆ ไป แต่จะสามารถสะเทือนอารมณ์ และทำให้ผู้ชมตระหนักและเข้าใจถึงสิ่งที่ศิลปินพยายามสื่อสารออกมาได้

ทำงานอะไร เรียนต่ออะไร
ตามความจริงก็คือเป็นสาขาที่ค่อนข้างมีสายอาชีพแคบ มีโอกาสหางานทำที่ได้เป็นรายเดือนลำบาก แต่โดยทั่วไปแล้ว คนที่เรียนจบออกมาในสาขาวิชานี้ จะมีความรัก ความชอบในการวาดรูป ชอบความเป็นอิสระ ส่วนใหญ่จึงมักประกอบอาชีพเป็นศิลปิน วาดภาพขาย แบ่งออกเป็น 2 แบบ
1. ศิลปิน คือคนที่มีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ จะแสดงงานตามหอศิลป์ที่มีชื่อเสียง มีคนติดตามผลงานและสะสมผลงาน ซื้อขายกันในระบบของหอศิลป์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ
2. ช่างฝีมือ คือคนที่มีความสามารถทักษะสูง วาดภาพเหมือนได้ วาดวิวทิวทัศน์ได้ ลอกผลงานของศิลปินอื่นตามที่ลูกค้าสั่งได้ ภาพเหล่านี้จะเหมาะกับแต่งบ้าน โรงแรม สถานที่ต่าง ๆ
ศิลปินส่วนใหญ่ถ้ามีความสามารถสูงก็มักจะได้เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยและโรงเรียน บางคนก็อาจไปทำงานออกแบบต่าง ๆ ทั้งเรขศิลป์ แฟชั่น วาดภาพประกอบ ฝ่ายศิลป์ (Art Director) ฯลฯ
สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนจบทางทัศนศิลป์ก็สามารถไปเรียนทางทัศนศิลป์ได้โดยตรง หรือบางคนอาจจะขยับไปเรียนทางด้านการออกแบบเช่น ไปเรียนกราฟิก แฟชั่น เพิ่มเติมได้
การเตรียมตัวสอบทัศนศิลป์
ทักษะแรกที่ต้องมีคือทักษะการวาดเส้น เพราะเป็นพื้นฐานสำหรับการสอบเข้าทัศนศิลป์ทุกสาขา ต่อไปคือทักษะการจัดองค์ประกอบ ซึ่งรวมไปถึงการใช้สีประเภทต่าง ๆ เช่น สีโปสเตอร์ สีน้ำ สีอะครีลิค ฯลฯ
โดยปกติน้องจะต้องมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อยประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับคณะที่น้องต้องการสอบด้วย เช่น ถ้าเลือกสอบจิตรกรรม ศิลปากร การแข่งขันสูงก็ต้องมีเวลาเตรียมตัวที่นานขึ้น แต่ถ้าเลือกม.เอกชน อาจจะไม่ต้องสอบแต่ยื่นพอร์ตเข้าได้โดยตรง
รูปจาก
- universaleverything.com
- itsnicethat.com
- booooooom.com
- wikipedia.org